เมื่อวันอังคารไปเริงร่าอยู่ที่โรงละครเมืองไทยรัชดาลัยเธียร์เตอร์ค่ะ
พอได้ข่าวว่าจะมีละคร Broadway มาเล่นที่บ้านเรา คอละครเวทีโดยเฉพาะ The Musical แบบเกดมีหรือจะยอมพลาดเรื่อง "Cinderella The Musical"
แล้วยิ่งงานนี้นักแสดงนำคือ Lea Salonga นักแสดง Broadway ชาวเอเชียที่ไปสร้างชื่อเสียงระดับโลก แถมยังกวาดรางวัลมาอีกมากมาย มาแสดงเองทั้งที งานนี้พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดค่ะ
(ว่างๆ จะเล่าเรื่องของ Lea Salonga อีกทีนะคะ ไปชมการแสดงสดมาเต็มๆ หลงรักสมัครตัวเป็นแฟนคลับเข้าให้อีกคนเสียแล้วสิ)
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกค่ะที่ได้ดูละคร Broadway แบบสดๆ โดยไม่ต้องบินไปดูไกลถึงเมืองนอกเมืองนา
(ตอนเรื่อง CATS นี่พลาดไปค่ะ ไม่ได้ดู เสียดายมากกกก)
ได้เห็นเต็มๆ สองตา ได้ยินเต็มๆ สองหู ว่านักแสดงระดับโลก Production ระดับ Broadway มันสุดยอดอย่างนี้นี่เอง
ข้อความด้านล่างต่อไปนี้ Spoil เต็มๆ อีกแล้วค่ะ
ถ้าใครตั้งใจจะไปดูโดยไม่อยากรู้เรื่องก่อนว่าบนเวทีเกิดอะไรขึ้น แนะนำให้ข้ามไดอารี่หน้านี้ไปได้เลยเช่นเดิมนะคะ ^_^
และเหมือนเดิมค่ะ ด้วยมนตร์เสน่ห์ของละครเวที แม้จะรู้เรื่องราว รู้เทคนิคต่างๆ แล้วก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้อรรถรสการดูนั้นลดลงได้เลยค่ะ
นี่ล่ะ Magical of The Play ล่ะ
ฉากแรกเริ่มด้วยเสียงหวานๆ ของ Lea Salonga ในเพลง "The Sweetest Sound" ประชันกับ Fairy Godmother ที่นำแสดงโดย Charlie Parker
ขอบอกว่าชอบนักแสดงท่านนี้มากค่ะ เป็นตัวเพิ่มสีสันและขโมยซีนได้อยู่หมัดทีเดียว
ทุกๆ ฉากที่เธอออกมานั้น ละสายตาไม่ได้เลย และจะต้องเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนดูได้เสมอ
(เป็นจอมขโมยซีนแบบเนียนๆ อารมณ์ประมาณพี่เหมี่ยว-ปวัณรัตน์ ตอนเล่นเรื่อง "ทวิภพ The Musical" อย่างไรอย่างนั้นเลยค่ะ)
การเปลี่ยนฉากรวดเร็วมาก และดูกลมกลืนโดยที่เราไม่ทันรู้สึก
จากฉากห้องนอนของ Cinderella ไปสู่ฉากถนนในเมืองที่มีการประกาศเชิญสาวๆ ทั้งหลายไปร่วมงานเต้นรำของเจ้าชาย
และกลับมาสู่ฉากในบ้านของ Cinderella ทุกฉากลื่นไหลเหลือเกิน
(แต่ตรงนี้เอง Production ของคุณบอยก็ทำออกได้ดีไม่แพ้กันเสียเท่าไหร่ค่ะ งานของไทยเราก็ระดับ Broadway เหมือนกันนะเนี่ย)
ที่ประทับใจมากคือการเปลี่ยนชุดของ Cinderlla นี่ล่ะค่ะ
จากชุดสาวใช้ก้นครัวเป็นชุดราตรีสวยงามดั่งเจ้าหญิงได้ในพริบตาเดียว ประหนึ่งมีมีเวทมนตร์จริงๆ
ทั้งชุด เครื่องประดับ ทรงผม ที่เปลี่ยน Cinderlla ให้กลายเป็นคนละคน หมุนตัวไปหลังรถม้าฟักทองไม่ถึง 5 วินาทีเท่านั้นเอง
และเมื่อถึงเวลาเวทมนตร์เริ่มคลายเมื่อเวลาเที่ยงคืนมาถึง
จากชุดเจ้าหญิงก็ค่อยเปลี่ยนกลับไปเป็นชุดสาวใช้ แบบที่เรียกว่า ค่อยๆ เปลี่ยนกันไปคาตา
ใช้เวลาไม่ถึงวินาทีเสียด้วยซ้ำค่ะ
ใครที่คาดหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนกลับไปเป็นชุดสาวใช้อย่างไรนี่ ได้เห็นสมใจแน่นอน และทำออกมาได้ดีเหลือเกิน
(ผ่านเสาแต่ละต้น ชุดก็ค่อยๆ เปลี่ยนกลับทีละส่วน เหมือนกับเวทมนตร์ที่ค่อยๆ สลายไปจริงๆ)
ชอบการให้สีในแต่ละฉากค่ะ สมเป็นละคร Fantasy Fairy Tale
อย่างฉากเต้นรำ ตัวละครอื่นๆ เป็นสีโทนแดงหมด
แน่นอนว่าทั้ง Cinderlla และเจ้าชายก็จะต้องเด่นสุดด้วยสีขาว
พอ Cinderlla มาถึงงานเลี้ยง ทุกๆ คนจะต้องตกตะลึงในความงาม
แต่ติดนิดเดียวค่ะที่ Cinderlla ของเราตัวเล็กเหลือเกิน ส่วนเจ้าชายก็สูงซ้าาาา มันเลยแอบขัดๆ นิดนึง
ฉากตอนที่เสกรถม้าฟักทองก็ชอบมากเช่นกันค่ะ
และตอนเดินทางไปยังปราสาทที่รถม้าจะค่อยๆ เล็กลงและกลายเป็นเพียงจุดแสงไฟเล็กๆ ที่มุ่งหน้าสู่ปราสาท ดูเนียนดีจังเลยค่ะ
เหมือนได้ยืนมองดู Cinderlla เดินทางไปงานเลี้ยงเต้นรำจริงๆ
มาว่ากันต่อเรื่องเพลงบ้าง (Lea Salonga มาทั้งที ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยได้อย่างไรกัน)
แม้ว่าจะเป็นละครเพลงที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะทำให้ดื่มด่ำกับบทเพลงแต่อย่างไรค่ะ
และอาจจะเป็นละครที่ให้เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ความหมายต่างๆ ของเพลงจึงไม่ได้ซับซ้อนอะไร รวมไปถึงศัพท์ต่างๆ แม้จะมีศัพท์โบราณอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคค่ะ
แล้วยิ่งเป็นบทเพลงดั้งเดิมที่ประพันธ์โดยเจ้าพ่อละครเพลง Richard Rodger+ Oscar Hammerstein ที่เป้ฯผู้ประพันธ์บทเพลงในเรื่อง "The Sound of Music" ด้วยแล้วเนี่ย การันตีเรื่องความเพราะและลื่นไหลกับเนื้อเรื่องได้เลย
ถ้าถามว่าชอบเพลงไหนมากที่สุดคงจะตอบได้ยากพอๆ กับตอนข้างหลังภาพค่ะ
ตั้งแต่เพลงแรก "The Sweetest Sound" กับเสียงหวานๆ ของ Lea salonga
"The Sweetest Sounds, I'll ever heard
Are still inside my head.
The Kindest Words I'll ever know
Are waiting to be said.
The most entrancing sight of all
Is yet for me to see.
And the dearest love in all the world
Is waiting somewhere for me.
Is waiting somewhere.... somewhere for me."
หรือเพลง "Prince Is Giving a Ball" ที่หมู่มวลร้องด้วยความสนุกสนาน แถมยังมีการแทรกมุกตลกเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้หัวเราะ เข้าไปตลอดเพลง
หรือเพลงที่ Duet กับเจ้าชายอย่าง "Ten Minutes Ago" ก็โรแมนติกดีเหลือเกิน
ยิ่งเพลงที่ Lea ต้องร้องเป็น Monologue อย่างเพลง "In My Own Little Corner"
Lea เธอก็แสดงออกมาให้รู้สึกถึงความรู้สึกภายในจิตใจของ Cinderella ได้เป็นอย่างดี
และที่ชอบอีกอย่างสำหรับฉากนี้คือการใช้แสงและเงาในการสื่อความหมายจินตนาการของ Cinderella ค่ะ
(มีช่วงหนึ่งที่ Cinderella ร้องประมาณว่า "ฉันหลงทางเพียงลำพังกลางป่า โดยปราศจากอาวุธใดๆ ทันใดนั้นฉันก็ได้ประจันหน้ากับเจ้าสิงโตในถ้ำ....." มีการทำเงาเป็นรูปสิงโตตัวเมียเสียเหมือนเชียวค่ะ ชอบๆ)
ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเพลง "Impossible" ที่ Cinderella ประชันกับ Fairy Godmother
สนุกสนานมากค่ะเพลงนี้ ในช่วงแรก นางฟ้าแม่ทูนฟ้าจะต้องไม่ให้ Cinderella รู้ว่าตัวเองเป็นนางฟ้า
เลยบอก Cinderella ประมาณว่า
"เป็นไปไม่ได้หรอกที่จู่ๆ ฟักทองจะกลายเป็นรถม้าสีทอง หนูขาวที่เธอเลี้ยงไว้จะกลายเป็นยอดอาชาไนยขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่แน่นะ เพราบนโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีเหตุผลมากมาย เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหลายน่ะ เกิดขึ้นได้ทุกๆ วันนั่นล่ะ..."
ทั้งเนื้อเพลง ดนตรี แล้วบวกดวยเทคนิคการร้องของนักแสดงทั้งคู่
ฉากนี้เลยเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ไม่ยากเลยล่ะค่ะ
ถ้าจะให้พูดถึงหรือวิจารณ์แบบละเอียดๆ คงจะกลายเป็นมหากาพย์ แบบเมื่อตอนข้างหลังภาพแน่นอน (ซึ่งจะว่าไป ตอนนี้ก็ยังวิจารณืไว้ไม่ครบ ไม่จบเสียทีค่ะ แหะ แหะ)
เอาเป็นว่าโดยรวมแล้วชอบมากกกกกก เลยค่ะ
เสียดายที่คราวนี้มีโอกาสได้ดูแค่รอบเดียวเอง
เพราะเสาร์-อาทิตย์นี้ติดสัมมนากับมีนัดกับท่านแม่เสียแล้ว วันธรรมดาก็ไม่สะดวกเอาซะเลย
เสียดายค่ะ เสียดายมากๆ ถ้าเวลา (และกระเป๋าสตางค์) เอื้ออำนวย ก็อยากจะดูทุกรอบเสียด้วยซ้ำไป
เพราะต่อให้ดูทุกรอบยังไงก็ยังถูกกว่าค่าตั๋วบินไปดูที่อเมริกาอยู่ดี 555+
ต้นปีหน้าก็จะมีละครบอรดเวย์มาให้เสียสตางค์กันอีกเรื่องค่ะ คือ "Chicago"
แต่เรื่องนี้เกดยังชั่งใจอยู่ เพราะไม่ใช่แนวเสียเท่าไหร่ แต่ก็มีแววที่จะต้องควักกระเป๋าล่ะค่ะ
อดใจกับเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยได้เสียด้วยสิเรา
ทำไมต้องคลั่งไคล้ศาสตร์ทีมันแพงขนาดนี้ก็ไม่รู้นะคะเนี่ย 555+
edit @ 19 Dec 2008 18:38:48 by มองฟ้า